หน้าหนังสือทั้งหมด

หน้า1
59
พระมาตังคบุตรเถระ ขณะทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนทั้งหลาย ผู้ทอดทิ้งการงาน โดยอ้างเลศว่า เวลานี้หนาวนัก ร้อนนัก เย็นมากแล้ว ส่วนผู้ใดไม่สำคัญหนาว และร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้า ผู้นั้นจะทำงานอยู่อย่างลูกผู้ชาย จะไ
หน้า2
60
จักแหวกแฝกคา หญ้าดอกเลา หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่ายด้วยอุระ ขุ.เถร.มก.๕๑/๒๕๒/๓๑๑ ๑๐๐.--ทะ เรามิ
หน้า3
61
พระอุบาลีเถระ ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธา ยังใหม่ต่อการศึกษา ควรคบหากัลยาณมิตร ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ไม่เกียจคร้าน ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธา ยังใหม่ต่อการศึกษา ต้องเป็นผู้ฉลาด ในสิ่งที่ควรและไม่ค
หน้า4
62
เมื่อใด ພຣະກັບເທຣະ เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับ การทะเลาะวิวาท ตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ ดุจไม่แก่ไม่ตาย ะ เมอนน ความทะเลาะวิวาท ก็ไม่สงบลง ขุ.เถร.มก.๕๒/๑๑/๓๒๕ ๑๐๐.--ทะ เรามิ
หน้า5
63
ພຣະສບເຄຣະ ผู้ใดไม่มีความเคารพ ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน ฉะนั้น ๑๐๐ วาทะ เถรภูมิ ขุ.เถร.มก.๕๒/๑๑/๓๒๕
หน้า6
64
พระสัมภูตเถระ ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้า ในเวลาที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นพาลย่อมประสพทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อ
หน้า7
65
ผู้นั้นเป็นบัณฑิต ถึงความสุข เพราะจัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศได้เกียรติคุณ และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย ขุ.เถร.มก.๕๒/๓๖/๓๒๙ ๑๐๐ วาทะ เถรภูมิ
หน้า8
66
พระสุตเถระ ถ้าบุคคลใด ไม่ถอนความเป็นอยู่อย่างลำบาก แล้วมาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้น ก็พึงเป็นดังคนกาลี ถ้าสละทิ้งคุณธรรมแม้ทั้งปวง ผู้นั้นก็พึงเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นธรรมที่สงบ และธรรมไม่สงบ บ
การกระทำและคำพูดในคำสอนของบัณฑิต
67
การกระทำและคำพูดในคำสอนของบัณฑิต
ไม่พึงทําอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมก้าหนด รู้ว่าบุคคลผู้ไม่ทํา ดีแต่พูดนั้นมีมาก ดอกไม้งาม มีสีแต่ไม่มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ ก็ฉันนั้น ดอกไ
ข้อความนี้พูดถึงความสำคัญของการกระทำที่ดีกว่าคำพูด ผู้ที่พูดดีแต่ไม่ทำดีถือว่าไม่มีค่าเหมือนดอกไม้ที่มีสีแต่ไม่มีความหอม ขณะที่การกระทำดีจะทำให้คำพูดมีความหมายและผลกระทบ ต่อผู้คนอย่างจริงจัง โดยสอนให้
หน้า10
68
พระคิริมานันทเถระ ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูห
หน้า11
69
ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากโทสะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากโมหะอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ๑๐๐ วาทะ เถรภูมิ ขุ.เถ
หน้า12
70
พระโกสิยเถระ ผู้ใดแลตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนมหาสมุทร มีปัญญาลึกซึ้ง เห็นเหตุผลอันละเอียด ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ขุ.เถร.มก.๕๒/
หน้า13
71
พระโกสิยเถระ ผู้ใดรู้เนื้อความแห่งสุภาษิต ครั้นรู้แล้ว ทำตามที่รู้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต อยู่ในอำนาจเหตุผล และพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ขุ.เถร.มก.๕๒/๑๓๗/๓๔๖ ๑๐๐ วาทะ เถรภูมิ
หน้า14
72
พระมหานาคเถระ ผู้ใดมีความเคารพ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมงอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชที่ดีในไร่นา ฉะนั้น ผู้ใดมีความเคารพ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมอยู่ใกล้พระนิพพาน ในศาสนาของพระผู
หน้า15
73
พระกาติยา กระ จงตื่นขึ้นเถิด... อย่าให้มัจจุราช ผู้เป็นพวกพ้องของ คนประมาท ชนะท่านผู้เกียจคร้าน ด้วยอุบายอันโกงเลย กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทร ย่อมครอบงำาบุรุษ ผู้ไม่อาจข้ามมหาสมุทรนั้นได้ แม้ฉันใด ชาติและ
หน้า16
74
ขอท่านจงทําเกาะ คือ อรหัตผลแก่ตนเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นในโลกนี้ และโลกหน้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน ขุ.เถร.มก.๕๒/๑๘๗/๓๕๓ ๑๐๐.--ทะ เรามิ
พระลกุณฎกเถระ
75
พระลกุณฎกเถระ
พระลกุณฎกเถระ คนพาลถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้ ภายในทั้งไม่เห็นภายนอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา แม้บุคคลเห็นผลภายนอก ไม่รู้ภายใน เห็นแต่ภายนอก ก็ลอยไป ตามเสียงโฆษณา ส่วนผู้ใดมีความเห็นไม่ถูกกั้น ย่
พระลกุณฎกเถระได้พูดถึงคนพาลที่ถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ทำให้ไม่สามารถรู้ภายในและเห็นภายนอกได้ชัดเจน ผลก็คือ ต้องลอยไปตามเสียงโฆษณาที่เกิดขึ้น แม้บางบุคคลอาจเห็นผลภายนอก แต่ถ้ายังไม่มีความรู้ในสิ่งที่อยู
หน้า18
76
พระตเถระ เมื่อใดภิกษุกำจัดวิตกทั้งหลายของตน เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความกระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสอันตรึงใจเพ่งพิจารณา ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมมิได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรร
หน้า19
77
ไม่มีกลอนประตู คือ อวิชชา ไม่มีป่า คือ ตัณหา ปราศจากลูกศร คือ กิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่งพิจารณาธรรมอยู่ เมอนน ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น ขุ.เถร.ม
หน้า20
78
พระกาฬุทายีเถระ ชาวนาหว่านพืชบ่อยๆ ฝนตกบ่อยๆ ชาวนาไถนาบ่อยๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ ด้วยธัญญาหารบ่อยๆ พวกยาจกเที่ยวขอบ่อยๆ ผู้เป็น ทานบดีให้บ่อยๆ ครั้นให้บ่อยๆ แล้ว ย่อมถึงสวรรค์บ่อยๆ ๑๐๐.--ทะ เรามิ ขุ.เถร.ม